Smart Calculators

Smart

Calculators

เปรียบเทียบสินเชื่อ

เปรียบเทียบสินเชื่อสูงสุด 3 รูปแบบ ดูว่าสินเชื่อไหนดอกเบี้ยน้อยที่สุด

เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อ. เปรียบเทียบสินเชื่อสูงสุด 3 รายการพร้อมกัน.
เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อประเมินข้อเสนอหลายรายการพร้อมกัน แสดงค่างวดรายเดือน ดอกเบี้ยรวม และต้นทุนรวมของแต่ละตัวเลือก. รองรับทั้งผ่อนคงที่และผ่อนลดต้นลดดอก เพื่อระบุสินเชื่อที่ถูกที่สุดตามอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลา และรูปแบบการชำระ.

เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อคืออะไร?

เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อคือเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อสูงสุด 3 รายการแบบเคียงข้างกัน โดยแสดงค่างวดรายเดือน ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา และต้นทุนรวม พร้อมไฮไลต์ข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดให้อัตโนมัติ ช่วยให้ตัดสินใจเลือกสินเชื่อได้อย่างมั่นใจโดยอิงจากตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก
เมื่อคุณได้รับข้อเสนอสินเชื่อหลายรายการจากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยอาจแปลเป็นเงินหลักหมื่นบาท ตัวอย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล 300,000 บาท ดอกเบี้ย 15% ผ่อน 3 ปี เสียดอกเบี้ยรวม 74,025 บาท แต่หากเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ย 12% ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยรวมกลับสูงถึง 100,134 บาท ทั้งที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า เพราะระยะเวลาผ่อนนานกว่า 2 ปี เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อเผยให้เห็นกับดักเหล่านี้ทันที
เครื่องมือนี้ไม่ได้รองรับแค่ค่างวดคงที่ (ผ่อนเท่ากันทุกงวด) เท่านั้น แต่ยังรองรับค่างวดลดลง (เงินต้นคงที่) ด้วย คุณสามารถเปรียบเทียบสินเชื่อที่ใช้วิธีผ่อนต่างกันได้ในคราวเดียว เช่น สินเชื่อแบบผ่อนเท่ากันทุกงวดจากธนาคาร ก เทียบกับสินเชื่อแบบเงินต้นคงที่จากสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อดูว่าแบบไหนถูกกว่าจริงเมื่อคำนวณต้นทุนรวมทั้งสัญญา

วิธีเปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่ออย่างเป็นระบบ

การเปรียบเทียบสินเชื่อที่ถูกต้องต้องมองให้ครบ 3 มิติ ไม่ใช่แค่ดูอัตราดอกเบี้ยหรือค่างวดรายเดือนอย่างเดียว ต่อไปนี้คือขั้นตอนการเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ:
1. รวบรวมข้อมูลหลักของแต่ละข้อเสนอ ได้แก่ วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยต่อปี ระยะเวลาผ่อน (ปีหรือเดือน) วิธีคำนวณดอกเบี้ย (ลดต้นลดดอกหรือคงที่) และค่าธรรมเนียมจัดการ (ถ้ามี)
2. คำนวณค่างวดรายเดือนของแต่ละข้อเสนอ สำหรับสินเชื่อดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (ผ่อนเท่ากันทุกงวด) ใช้สูตร amortization มาตรฐาน สำหรับแบบเงินต้นคงที่ (ค่างวดลดลง) ให้หาร เงินต้นด้วยจำนวนงวด แล้วบวกดอกเบี้ยของยอดคงเหลือ
3. คำนวณดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา โดยรวมดอกเบี้ยทุกงวดเข้าด้วยกัน หรือใช้วิธียอดจ่ายคืนรวมลบวงเงินกู้
4. คำนวณต้นทุนรวมของสินเชื่อ = วงเงินกู้ + ดอกเบี้ยรวม + ค่าธรรมเนียมทั้งหมด
5. เปรียบเทียบทั้ง 3 ตัวเลขเคียงข้างกัน ข้อเสนอที่มีต้นทุนรวมต่ำที่สุดคือข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด แต่หากสภาพคล่องเป็นปัจจัยหลัก อาจเลือกข้อเสนอที่ค่างวดต่ำกว่าแม้ต้นทุนรวมจะสูงกว่า
ตัวอย่าง: คุณได้รับ 3 ข้อเสนอสำหรับวงเงิน 200,000 บาท ข้อเสนอ ก ดอกเบี้ย 15% ผ่อน 3 ปี (ผ่อนเท่ากันทุกงวด) ข้อเสนอ ข ดอกเบี้ย 12% ผ่อน 5 ปี (ผ่อนเท่ากันทุกงวด) ข้อเสนอ ค ดอกเบี้ย 13% ผ่อน 4 ปี (เงินต้นคงที่) ค่างวดคือ 6,930 บาท, 4,449 บาท และ 6,330 บาท (เดือนแรก ลดลงเรื่อย ๆ) ตามลำดับ แต่ดอกเบี้ยรวมคือ 49,467 บาท, 66,934 บาท และ 53,083 บาท ข้อเสนอ ก ถูกที่สุดทั้งที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดและค่างวดสูงที่สุด

สูตรคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อ

M=P×r(1+r)n(1+r)n1M = P \times \frac{r(1 + r)^n}{(1 + r)^n - 1}
  • MM = ค่างวดรายเดือนคงที่ (ผ่อนเท่ากันทุกงวด)
  • PP = วงเงินกู้หรือเงินต้น (บาท)
  • rr = อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (อัตราต่อปีหารด้วย 12)
  • nn = จำนวนงวดทั้งหมด (ระยะเวลาผ่อนเป็นปี คูณ 12)
สูตรข้างต้นคือสูตรค่างวดคงที่ (French Amortization หรือผ่อนเท่ากันทุกงวด) ที่ธนาคารและสถาบันการเงินในไทยใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านเป็นหลัก ค่างวดทุกเดือนเท่ากัน แต่สัดส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปในแต่ละงวด โดยช่วงแรกจ่ายดอกเบี้ยมาก ช่วงท้ายจ่ายเงินต้นมาก
สำหรับค่างวดลดลง (Linear Amortization หรือเงินต้นคงที่) สูตรคำนวณค่างวดแต่ละเดือนคือ:
Mk=Pn+(PP×(k1)n)×rM_k = \frac{P}{n} + \left(P - \frac{P \times (k - 1)}{n}\right) \times r
โดย k คืองวดที่ 1 ถึง n เงินต้นทุกงวดเท่ากันคือ P/n แต่ดอกเบี้ยลดลงเรื่อย ๆ ตามยอดคงเหลือ ทำให้ค่างวดงวดแรกสูงสุดและลดลงทุกเดือน
เพื่อเปรียบเทียบสินเชื่อหลายรายการอย่างยุติธรรม ให้คำนวณตัวเลขเหล่านี้สำหรับแต่ละข้อเสนอ:
Ifixed=M×nPI_{\text{fixed}} = M \times n - P
Idecreasing=P×r×(n+1)2I_{\text{decreasing}} = \frac{P \times r \times (n + 1)}{2}
Total Cost=P+I+Fees\text{Total Cost} = P + I + \text{Fees}
ข้อเสนอที่มีต้นทุนรวม (Total Cost) ต่ำที่สุดคือข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงการเงิน หากต้องการเน้นสภาพคล่อง ให้พิจารณาข้อเสนอที่ค่างวดต่ำที่สุดแทน แต่ต้องตระหนักว่าจะจ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่า

ตัวอย่างการเปรียบเทียบสินเชื่อ

เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล 2 ข้อเสนอ: ผ่อนสั้น vs ผ่อนยาว

คุณได้รับ 2 ข้อเสนอสินเชื่อส่วนบุคคลวงเงิน 200,000 บาท ข้อเสนอ ก ดอกเบี้ย 15% ต่อปี (ลดต้นลดดอก) ผ่อน 3 ปี ข้อเสนอ ข ดอกเบี้ย 18% ต่อปี ผ่อน 5 ปี มองแวบแรก ข้อเสนอ ก ดอกเบี้ยต่ำกว่าและผ่อนสั้นกว่า น่าจะดีกว่าชัดเจน แต่เมื่อคำนวณจริง:
ข้อเสนอ ก: ค่างวด 6,930 บาท ดอกเบี้ยรวม 49,467 บาท จ่ายคืนทั้งสิ้น 249,467 บาท
ข้อเสนอ ข: ค่างวด 5,078 บาท ดอกเบี้ยรวม 104,700 บาท จ่ายคืนทั้งสิ้น 304,700 บาท
ข้อเสนอ ข ค่างวดต่ำกว่า 1,852 บาทต่อเดือน แต่เมื่อดูดอกเบี้ยรวม กลับแพงกว่าถึง 55,233 บาท หรือมากกว่า 2 เท่า การเลือกข้อเสนอ ก ประหยัดเงินได้กว่า 55,000 บาท แม้ค่างวดจะสูงกว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องดูต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ค่างวด

เปรียบเทียบวิธีผ่อน: ผ่อนเท่ากันทุกงวด vs เงินต้นคงที่

คุณกู้สินเชื่อ 400,000 บาท ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ผ่อน 4 ปี ธนาคารเสนอให้เลือก 2 วิธีผ่อน
แบบผ่อนเท่ากันทุกงวด (French): ค่างวดคงที่ 10,147 บาททุกเดือน ดอกเบี้ยรวม 87,068 บาท จ่ายคืนทั้งสิ้น 487,068 บาท
แบบเงินต้นคงที่ (Linear): ค่างวดเดือนแรก 11,667 บาท ลดลงเรื่อย ๆ จนเดือนสุดท้ายเหลือ 8,403 บาท ดอกเบี้ยรวม 82,000 บาท จ่ายคืนทั้งสิ้น 482,000 บาท
แบบเงินต้นคงที่ประหยัดดอกเบี้ยได้ 5,068 บาท แต่ค่างวดช่วง 18 เดือนแรกจะสูงกว่าแบบคงที่ประมาณ 800-1,500 บาทต่อเดือน หลังจากนั้นค่างวดจะเริ่มต่ำกว่าและลดลงเรื่อย ๆ หากมีสภาพคล่องเพียงพอในช่วงแรก แบบเงินต้นคงที่คุ้มค่ากว่า

เปรียบเทียบ 3 ข้อเสนอจากธนาคารต่างกัน

คุณต้องการรวมหนี้บัตรเครดิต 250,000 บาท และได้รับ 3 ข้อเสนอ
ธนาคาร ก: ดอกเบี้ย 12% ผ่อน 3 ปี ผ่อนเท่ากันทุกงวด ไม่มีค่าธรรมเนียม
ธนาคาร ข: ดอกเบี้ย 10% ผ่อน 4 ปี ผ่อนเท่ากันทุกงวด ค่าธรรมเนียมจัดการ 2% (5,000 บาท)
สหกรณ์ ค: ดอกเบี้ย 11% ผ่อน 3 ปี เงินต้นคงที่ ไม่มีค่าธรรมเนียม
เมื่อเปรียบเทียบ: ธนาคาร ก ค่างวด 8,304 บาท ดอกเบี้ยรวม 48,956 บาท ต้นทุนรวม 48,956 บาท ธนาคาร ข ค่างวด 6,340 บาท ดอกเบี้ยรวม 54,298 บาท ต้นทุนรวม 59,298 บาท (รวมค่าธรรมเนียม) สหกรณ์ ค ค่างวดเดือนแรก 9,236 บาท (ลดลงเรื่อย ๆ) ดอกเบี้ยรวม 46,292 บาท ต้นทุนรวม 46,292 บาท
สหกรณ์ ค ถูกที่สุด ประหยัดกว่าธนาคาร ข ถึง 13,006 บาท แม้ดอกเบี้ยสูงกว่า 1% เพราะใช้วิธีเงินต้นคงที่และไม่มีค่าธรรมเนียม ส่วนธนาคาร ข ดูเหมือนดอกเบี้ยต่ำสุด แต่ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาผ่อนยาวกว่าทำให้แพงที่สุดในบรรดา 3 ข้อเสนอ

เคล็ดลับเลือกข้อเสนอสินเชื่อที่คุ้มค่าที่สุด

  • เปรียบเทียบอย่างน้อย 3 ข้อเสนอก่อนตัดสินใจเสมอ ณ มีนาคม 2569 สินเชื่อส่วนบุคคลในไทยมีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 9% ถึง 25% (ลดต้นลดดอก) ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินและเครดิตของผู้กู้ ดอกเบี้ยต่างกันเพียง 3% สำหรับวงเงิน 300,000 บาท ผ่อน 3 ปี ทำให้ดอกเบี้ยรวมต่างกันเกือบ 15,000 บาท
  • ดูต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ค่างวดรายเดือน ค่างวดต่ำมักหมายถึงระยะเวลาผ่อนนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่า สินเชื่อ 200,000 บาท ดอกเบี้ย 15% ผ่อน 3 ปี ดอกเบี้ยรวม 49,467 บาท แต่ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยรวมเพิ่มเป็น 85,700 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 36,000 บาท จากแค่ขยายระยะเวลา 2 ปี
  • อย่าลืมรวมค่าธรรมเนียมจัดการในการเปรียบเทียบ สินเชื่อบางรายการมีค่าธรรมเนียมจัดการ 1-3% ของวงเงิน ซึ่งอาจทำให้ข้อเสนอที่ดอกเบี้ยต่ำกว่ากลายเป็นแพงกว่าเมื่อรวมค่าธรรมเนียม ให้เปรียบเทียบที่ต้นทุนรวม (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม) เสมอ
  • พิจารณาวิธีเงินต้นคงที่ (ค่างวดลดลง) หากมีสภาพคล่องเพียงพอ วิธีนี้จ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าวิธีผ่อนเท่ากันทุกงวดเสมอ เพราะตัดเงินต้นเร็วกว่า สหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งเสนอวิธีนี้ คุ้มค่าที่จะถามผู้ให้กู้ว่ามีตัวเลือกนี้หรือไม่
  • ตรวจสอบว่ามีค่าปรับปิดก่อนกำหนดหรือไม่ ธปท. ห้ามเก็บค่าปรับปิดหนี้ก่อนกำหนดสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ แต่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังมีค่าปรับได้ อ่านสัญญาให้ละเอียด โดยเฉพาะหากวางแผนจะโปะหนี้เพิ่ม
  • รักษาสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่ให้สูงเกินไป ธปท. แนะนำให้ภาระหนี้รวมไม่ควรเกิน 60-70% ของรายได้ เช่น หากรายได้ 35,000 บาท ค่างวดทุกสินเชื่อรวมกัน (ผ่อนบ้าน + ผ่อนรถ + สินเชื่อส่วนบุคคล + บัตรเครดิต) ไม่ควรเกิน 21,000-24,500 บาท แม้ข้อเสนอจะดีแค่ไหน อย่ากู้จนเงินเหลือไม่พอใช้จ่ายประจำวัน
  • เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยให้ถูกประเภท อย่าเอาดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ของสินเชื่อรถมาเปรียบเทียบตรง ๆ กับดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate) ของสินเชื่อส่วนบุคคล Flat Rate คูณ 1.8 จะได้ค่าเทียบเท่า Effective Rate ประมาณ เช่น ไฟแนนซ์รถดอกเบี้ย 3.5% (Flat) เทียบเท่าดอกเบี้ยลดต้นลดดอกประมาณ 6.3%

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสินเชื่อ

เปรียบเทียบสินเชื่อต้องดูตัวเลขอะไรบ้าง?

ต้องดู 3 ตัวเลขหลัก ได้แก่ ค่างวดรายเดือน ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา และต้นทุนรวม (เงินต้น + ดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม) ตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือต้นทุนรวม เพราะรวมทุกอย่างไว้แล้ว ตัวอย่าง: สินเชื่อ 200,000 บาท ดอกเบี้ย 12% ผ่อน 3 ปี ต้นทุนรวม 239,886 บาท vs ดอกเบี้ย 10% ผ่อน 5 ปี ต้นทุนรวม 254,946 บาท ข้อเสนอแรกถูกกว่า 15,060 บาท แม้ดอกเบี้ยสูงกว่า

ดอกเบี้ยต่ำกว่าหมายถึงสินเชื่อถูกกว่าเสมอไหม?

ไม่เสมอไป อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าไม่ได้หมายความว่าสินเชื่อถูกกว่า ระยะเวลาผ่อนมีผลมากพอ ๆ กับอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อ 300,000 บาท ดอกเบี้ย 10% ผ่อน 5 ปี เสียดอกเบี้ยรวม 82,406 บาท ขณะที่ดอกเบี้ย 14% ผ่อน 3 ปี เสียดอกเบี้ยรวม 67,547 บาท ข้อเสนอที่ดอกเบี้ยสูงกว่าแต่ผ่อนสั้นกว่ากลับถูกกว่าเกือบ 15,000 บาท นอกจากนี้ค่าธรรมเนียมจัดการ (1-3% ของวงเงิน) ก็อาจลบล้างข้อดีของดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าได้

ผ่อนเท่ากันทุกงวดกับเงินต้นคงที่ แบบไหนดีกว่าสำหรับสินเชื่อ?

เงินต้นคงที่ (ค่างวดลดลง) จ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าเสมอ เพราะตัดเงินต้นเร็วกว่าทำให้ฐานคิดดอกเบี้ยลดลงเร็ว ตัวอย่าง: กู้ 400,000 บาท ดอกเบี้ย 10% ผ่อน 4 ปี ผ่อนเท่ากันทุกงวดเสียดอกเบี้ย 87,068 บาท เงินต้นคงที่เสียดอกเบี้ย 82,000 บาท ประหยัดได้ 5,068 บาท ข้อแลกเปลี่ยนคือค่างวดช่วงแรกจะสูงกว่า (ในตัวอย่างนี้สูงกว่าประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) จึงเหมาะกับผู้ที่มีสภาพคล่องเพียงพอในช่วงเริ่มต้น

ค่างวดสินเชื่อไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?

ธปท. แนะนำให้ภาระหนี้ทั้งหมด (ทุกสินเชื่อรวมกัน) ไม่ควรเกิน 60-70% ของรายได้ต่อเดือน สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลรายการเดียว ควรอยู่ที่ไม่เกิน 15-20% ของรายได้ ตัวอย่าง: หากรายได้ 30,000 บาท ค่างวดสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ควรเกิน 4,500-6,000 บาท และภาระหนี้ทั้งหมด (รวมผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บัตรเครดิต) ไม่ควรเกิน 18,000-21,000 บาท เพื่อให้เหลือเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน

เปรียบเทียบสินเชื่อที่ใช้วิธีผ่อนต่างกันได้ไหม?

ได้ เครื่องคำนวณเปรียบเทียบสินเชื่อของเราให้คุณเลือกวิธีผ่อนแยกกันสำหรับแต่ละข้อเสนอ จึงสามารถเปรียบเทียบสินเชื่อแบบผ่อนเท่ากันทุกงวดจากธนาคารกับสินเชื่อแบบเงินต้นคงที่จากสหกรณ์ออมทรัพย์ได้ในคราวเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องมือเปรียบเทียบส่วนใหญ่ในตลาดไทยไม่รองรับ เครื่องมือจะคำนวณค่างวด ดอกเบี้ยรวม และต้นทุนรวมของทั้งสองวิธีแล้วแสดงผลเคียงข้างกัน

สินเชื่อส่วนบุคคลปิดก่อนกำหนดต้องเสียค่าปรับไหม?

ไม่ต้องเสียค่าปรับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ธปท. ห้ามสถาบันการเงินเก็บค่าปรับปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ครอบคลุมสินเชื่อจากธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต และ Non-Bank ดังนั้นหากเปรียบเทียบแล้วพบข้อเสนอที่ดีกว่า สามารถรีไฟแนนซ์หรือปิดสินเชื่อเดิมได้โดยไม่เสียค่าปรับ แต่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังมีค่าปรับได้ ต้องตรวจสอบสัญญาเป็นรายกรณี

ธปท. กำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลไว้เท่าไร?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เมื่อรวมดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 25% ต่อปี (คำนวณแบบลดต้นลดดอก) สำหรับสินเชื่อที่ไม่ใช่สินเชื่อทะเบียนรถ ในทางปฏิบัติ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำอยู่ที่ประมาณ 9-22% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประวัติเครดิตของผู้กู้ หากเห็นข้อเสนอที่เกิน 25% ให้ระวังว่าอาจเป็นสินเชื่อนอกระบบ

เลือกระยะเวลาผ่อนสั้นหรือยาวดีกว่า?

ผ่อนสั้นประหยัดดอกเบี้ยได้มากอย่างมีนัยสำคัญ แต่ค่างวดจะสูงกว่า ตัวอย่าง: สินเชื่อ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 15% ผ่อน 3 ปี ดอกเบี้ยรวม 61,835 บาท ค่างวด 8,662 บาท ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยรวม 107,125 บาท ค่างวด 5,952 บาท ผ่อนสั้นลง 2 ปีประหยัดดอกเบี้ยได้ 45,290 บาท (ลดลง 42%) หลักคือเลือกระยะเวลาสั้นที่สุดที่ค่างวดยังอยู่ในงบประมาณที่ไหว โดยค่างวดไม่ควรเกิน 15-20% ของรายได้


คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการเปรียบเทียบสินเชื่อ

ผ่อนเท่ากันทุกงวด (French Amortization)

วิธีผ่อนชำระที่ค่างวดคงที่ตลอดสัญญา ในแต่ละงวดสัดส่วนเงินต้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ดอกเบี้ยลดลง เป็นวิธีที่ธนาคารในไทยใช้มากที่สุดสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้าน

เงินต้นคงที่ (Linear Amortization)

วิธีผ่อนชำระที่เงินต้นในแต่ละงวดเท่ากัน แต่ดอกเบี้ยลดลงตามยอดคงเหลือ ค่างวดจึงสูงสุดในเดือนแรกและลดลงทุกเดือน จ่ายดอกเบี้ยรวมน้อยกว่าวิธีผ่อนเท่ากันทุกงวดเสมอ

ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา (Total Interest)

ยอดรวมของดอกเบี้ยทั้งหมดที่จ่ายตลอดอายุสินเชื่อ คำนวณจากยอดจ่ายคืนรวมลบเงินต้น เป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการเปรียบเทียบสินเชื่อที่มีระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยต่างกัน

ต้นทุนรวมของสินเชื่อ (Total Cost)

จำนวนเงินทั้งหมดที่จ่ายตลอดอายุสินเชื่อ รวมเงินต้น ดอกเบี้ยรวม และค่าธรรมเนียมทุกรายการ เป็นตัวเลขเดียวที่ใช้เปรียบเทียบข้อเสนอสินเชื่อได้อย่างยุติธรรมเพราะรวมทุกต้นทุนไว้แล้ว

ค่าธรรมเนียมจัดการ (Origination Fee)

ค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินบางแห่งเรียกเก็บเมื่ออนุมัติสินเชื่อ โดยทั่วไปอยู่ที่ 1-3% ของวงเงินกู้ มักหักจากวงเงินก่อนโอนเงิน ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่าวงเงินที่อนุมัติ

DSR (Debt Service Ratio)

สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ คำนวณจากค่างวดหนี้ทั้งหมดหารด้วยรายได้ต่อเดือน ธปท. แนะนำให้ไม่เกิน 60-70% เพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายดำรงชีพ ค่า DSR ที่สูงเกินอาจทำให้ยื่นกู้สินเชื่อใหม่ไม่ผ่าน

ค่าปรับปิดก่อนกำหนด (Prepayment Fee)

ค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินบางแห่งเรียกเก็บเมื่อผู้กู้ปิดหนี้ก่อนครบสัญญา ตั้งแต่มกราคม 2567 ธปท. ห้ามเก็บค่าปรับนี้สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ แต่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังอาจมีค่าปรับได้