Smart Calculators

Smart

Calculators

คำนวณเป้าหมายการออม

คำนวณจำนวนเงินที่ต้องออมรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินตามเวลาที่กำหนด

เครื่องคำนวณเป้าหมายการออม. จำนวนเงินที่ต้องออมรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนเพื่อบรรลุเป้าหมาย.
เครื่องคำนวณเป้าหมายการออมหารส่วนต่างระหว่างเงินออมปัจจุบันกับจำนวนเงินเป้าหมายด้วยจำนวนงวดที่เหลือจนถึงกำหนดเวลา. แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องออมเท่าไรต่อวัน สัปดาห์ เดือน หรือปี เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินใด ๆ ได้ทันเวลา.

เครื่องคำนวณเป้าหมายเงินออมคืออะไร?

เครื่องคำนวณเป้าหมายเงินออมคือเครื่องมือวางแผนการเงินที่ช่วยคำนวณว่าคุณต้องออมเงินวันละเท่าไหร่ สัปดาห์ละเท่าไหร่ เดือนละเท่าไหร่ หรือปีละเท่าไหร่ เพื่อให้ถึงเป้าหมายจำนวนเงินที่ต้องการภายในกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ เพียงกรอกเป้าหมาย เงินออมปัจจุบัน และวันที่ต้องการบรรลุเป้า ระบบจะคำนวณยอดที่ต้องออมในแต่ละช่วงเวลาให้ทันที
จากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลังพบว่า คนไทยกว่า 60% มีเงินออมไม่ถึง 10,000 บาท และอัตราค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ราว 81.6% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังขาดการวางแผนออมเงินอย่างเป็นระบบ เครื่องคำนวณนี้ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายที่ดูเป็นไปไม่ได้ เช่น เก็บเงินดาวน์คอนโด 500,000 บาท ให้กลายเป็นยอดที่จัดการได้ในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะออมเงินซื้อบ้าน ออมเงินซื้อรถ เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศ เตรียมค่าแต่งงาน หรือวางแผนเกษียณ เครื่องมือนี้ใช้วิธีคำนวณแบบไม่รวมดอกเบี้ย จึงให้ตัวเลขที่ปลอดภัยและอนุรักษ์นิยม หากคุณนำเงินไปฝากประจำหรือลงทุนในกองทุน SSF/RMF เพิ่มเติม ผลตอบแทนที่ได้จะทำให้คุณถึงเป้าหมายเร็วกว่ากำหนดอีกด้วย

วิธีคำนวณว่าต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่

การคำนวณยอดออมเงินต่อเดือนทำได้ง่ายมาก เพียงนำเป้าหมายเงินออมลบด้วยเงินออมที่มีอยู่แล้ว จากนั้นหารด้วยจำนวนเดือนที่เหลือจนถึงกำหนดเวลา ก็จะได้ยอดเงินที่ต้องเก็บทุกเดือนเพื่อให้ถึงเป้าหมายตรงเวลา
ขั้นตอนมีดังนี้:
1. กำหนดเป้าหมายเงินออม เช่น ต้องการเงินดาวน์คอนโด 500,000 บาท
2. ตรวจสอบเงินออมที่มีอยู่ เช่น มีเงินเก็บ 80,000 บาท
3. คำนวณส่วนต่าง: 500,000 - 80,000 = 420,000 บาท
4. กำหนดระยะเวลา เช่น 3 ปี = 36 เดือน
5. หารส่วนต่างด้วยจำนวนเดือน: 420,000 / 36 = 11,667 บาทต่อเดือน
จากตัวอย่างข้างต้น คุณต้องออมเงินเดือนละ 11,667 บาท หรือสัปดาห์ละ 2,692 บาท หรือวันละ 384 บาท เครื่องคำนวณด้านบนทำขั้นตอนทั้งหมดให้อัตโนมัติและแสดงผลลัพธ์ทั้ง 4 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี เพื่อให้คุณเลือกแผนที่เหมาะกับงบประมาณและรูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเองมากที่สุด

สูตรคำนวณเป้าหมายเงินออม

C=GSTC = \frac{G - S}{T}
  • CC = ยอดเงินที่ต้องออมต่อรอบ (รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน, หรือรายปี)
  • GG = เป้าหมายเงินออม (จำนวนเงินรวมที่ต้องการ เป็นบาท)
  • SS = เงินออมปัจจุบัน (จำนวนเงินที่เก็บได้แล้ว เป็นบาท)
  • TT = จำนวนรอบจนถึงกำหนดเวลา (จำนวนวัน สัปดาห์ เดือน หรือปี)
สูตรนี้เรียบง่ายเพราะไม่รวมดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการลงทุน เงินที่ต้องออมเพิ่มจะถูกหารเท่าๆ กันตามจำนวนรอบที่เหลือ เครื่องคำนวณจะแปลงสูตรนี้เป็น 4 หน่วยเวลาอัตโนมัติ:
Cdaily=GSDC_{daily} = \frac{G - S}{D}
Cweekly=GSWC_{weekly} = \frac{G - S}{W}
Cmonthly=GSMC_{monthly} = \frac{G - S}{M}
Cyearly=GSYC_{yearly} = \frac{G - S}{Y}
โดย D คือจำนวนวัน, W คือจำนวนสัปดาห์, M คือจำนวนเดือน และ Y คือจำนวนปีที่เหลือจนถึงเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น หากต้องการเก็บเงิน 300,000 บาทสำหรับงานแต่งงานภายใน 2 ปี (24 เดือน) และมีเงินเก็บอยู่แล้ว 50,000 บาท จะคำนวณได้ว่า (300,000 - 50,000) / 24 = 10,417 บาทต่อเดือน
การไม่รวมดอกเบี้ยเป็นแนวทางที่ปลอดภัย เพราะหากนำเงินไปฝากประจำหรือลงทุนในกองทุนรวมแล้วได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม เงินส่วนนั้นจะเป็นโบนัสที่ทำให้คุณถึงเป้าหมายเร็วกว่ากำหนด

ตัวอย่างการคำนวณเงินออมสำหรับเป้าหมายต่างๆ

ออมเงินดาวน์คอนโดกรุงเทพ 500,000 บาท ใน 3 ปี

คุณต้องการซื้อคอนโดในกรุงเทพราคา 2,500,000 บาท โดยธนาคารปล่อยกู้สูงสุด 80-90% ของราคา คุณจึงต้องเตรียมเงินดาวน์ 10-20% คือประมาณ 500,000 บาท ปัจจุบันมีเงินเก็บ 80,000 บาท ส่วนต่างที่ต้องออมคือ 420,000 บาท ใน 36 เดือน
ผลลัพธ์: ต้องออมเดือนละ 11,667 บาท สัปดาห์ละ 2,692 บาท หรือวันละ 384 บาท หากเงินเดือน 30,000 บาท ยอดนี้คิดเป็นราว 39% ของรายได้ ซึ่งค่อนข้างสูง ทางเลือกคือขยายเวลาเป็น 4 ปี (48 เดือน) ยอดต่อเดือนจะลดลงเหลือ 8,750 บาท หรือคิดเป็น 29% ของรายได้ ซึ่งจัดการได้ง่ายกว่ามาก

ออมเงินไปเที่ยวญี่ปุ่น 100,000 บาท ใน 8 เดือน

คุณวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อน 10 วัน งบประมาณรวมตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร และช้อปปิ้งอยู่ที่ 100,000 บาท ปัจจุบันมีเงินเก็บสำหรับทริปนี้ 15,000 บาท ส่วนต่างคือ 85,000 บาท ใน 8 เดือน
ผลลัพธ์: ต้องออมเดือนละ 10,625 บาท สัปดาห์ละ 2,452 บาท หรือวันละ 349 บาท เทียบเท่ากับค่ากาแฟ 2 แก้วต่อวัน หากรู้สึกว่ายอดสูงเกินไป ลองขยายเวลาเป็น 12 เดือน ยอดต่อเดือนจะลดเหลือ 7,083 บาท หรือแค่วันละ 233 บาท

ออมเงินแต่งงาน 300,000 บาท ใน 2 ปี

คุณวางแผนจัดงานแต่งงานแบบไม่หรูหราแต่สวยงาม งบประมาณรวมค่าสถานที่ อาหาร ช่างภาพ ชุดแต่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 300,000 บาท ปัจจุบันมีเงินเก็บ 50,000 บาท ส่วนต่างคือ 250,000 บาท ใน 24 เดือน
ผลลัพธ์: ต้องออมเดือนละ 10,417 บาท สัปดาห์ละ 2,404 บาท หรือวันละ 342 บาท หากเป็นคู่รักที่ออมร่วมกัน สามารถแบ่งกันคนละ 5,209 บาทต่อเดือน หรือคนละ 171 บาทต่อวัน ซึ่งเท่ากับเงินค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อเท่านั้น

เคล็ดลับออมเงินให้ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน

  • เก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วเก็บ ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีออมทรัพย์ในวันที่เงินเดือนเข้าทุกเดือน วิธีนี้คือ "จ่ายตัวเองก่อน" ซึ่งเป็นหลักการออมที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะป้องกันการใช้จ่ายก่อนออม
  • แบ่งเป้าหมายเป็นยอดรายวัน การออมเดือนละ 10,000 บาทฟังดูหนัก แต่วันละ 333 บาทเท่ากับเงินค่าข้าวมื้อเดียว ยอดรายวันช่วยสร้างกำลังใจและทำให้เป้าหมายรู้สึกเข้าถึงได้
  • ใช้สูตร 50-30-20 เป็นจุดเริ่มต้น แบ่งรายได้เป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ และ 20% สำหรับเงินออม ถ้าเงินเดือน 25,000 บาท คุณควรออมอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน หากต้องการออมมากกว่านี้ ให้ลดสัดส่วนไลฟ์สไตล์ลง
  • เปิดบัญชีแยกตามเป้าหมาย เช่น บัญชี "ดาวน์บ้าน" บัญชี "ทริปญี่ปุ่น" บัญชี "เงินฉุกเฉิน" การแยกบัญชีช่วยให้เห็นความคืบหน้าชัดเจน และป้องกันไม่ให้หยิบเงินเป้าหมายหนึ่งไปใช้กับอีกเป้าหมาย
  • ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วโอนเข้าเงินออม ลองทบทวนค่า subscription ที่ไม่ได้ใช้ ลดความถี่ในการกินข้าวนอกบ้าน หรือชงกาแฟเองแทนซื้อร้าน แค่ประหยัดวันละ 50-100 บาท ก็ได้เงินเพิ่ม 1,500-3,000 บาทต่อเดือนเพื่อเป้าหมาย
  • ทบทวนและปรับแผนทุกเดือน ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โบนัสพิเศษ หรือการขึ้นเงินเดือน ใช้เครื่องคำนวณนี้ปรับยอดใหม่ทุกสิ้นเดือน หากล้าหลังเป้า ก็จะรู้ทันทีว่าต้องเร่งเก็บเท่าไหร่ในเดือนที่เหลือ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออมเงินตามเป้าหมาย

ออมเงิน 100 บาทต่อวัน 5 ปีได้เท่าไหร่?

หากออมเงินวันละ 100 บาทอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 5 ปี (1,825 วัน) จะมีเงินออมรวม 182,500 บาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย คิดเป็นเดือนละประมาณ 3,000 บาท ปีละ 36,500 บาท หากนำเงินก้อนนี้ไปฝากประจำที่ดอกเบี้ย 1.5-2% ต่อปี หรือลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% ต่อปี ยอดเงินสุดท้ายจะสูงกว่า 182,500 บาทอีกมาก

เงินเดือน 20,000 บาท ควรออมเดือนละเท่าไหร่?

ตามสูตร 50-30-20 ที่แนะนำกันทั่วไป หากเงินเดือน 20,000 บาท ควรออมอย่างน้อย 20% คือ 4,000 บาทต่อเดือน โดยแบ่ง 10,000 บาท (50%) สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และ 6,000 บาท (30%) สำหรับไลฟ์สไตล์ หากต้องการเก็บเงินเร็วขึ้น สามารถลดสัดส่วนไลฟ์สไตล์เหลือ 20% แล้วเพิ่มเงินออมเป็น 6,000 บาทต่อเดือน (30%)

ต้องออมเดือนละเท่าไหร่เพื่อซื้อบ้าน?

ขึ้นอยู่กับราคาบ้านและระยะเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปธนาคารปล่อยกู้ 80-90% ของราคา คุณจึงต้องเตรียมเงินดาวน์ 10-20% เช่น คอนโดราคา 2,000,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์ 200,000-400,000 บาท หากเริ่มจาก 0 และตั้งเป้าเก็บ 400,000 บาท ใน 3 ปี ต้องออมเดือนละ 11,111 บาท หรือหากขยายเวลาเป็น 5 ปี จะเหลือเดือนละ 6,667 บาท

ออมเงิน 1,000 บาทต่อเดือน 10 ปีได้เท่าไหร่?

หากออมเดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 10 ปี (120 เดือน) จะมีเงินรวม 120,000 บาทโดยไม่รวมดอกเบี้ย หากนำเงินไปฝากในบัญชีเงินฝากประจำที่ดอกเบี้ย 2% ต่อปี จะได้เงินประมาณ 133,000 บาท และหากลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี อาจได้เงินถึงประมาณ 164,000 บาท พร้อมยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย

เงินฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่?

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแนะนำให้เตรียมเงินฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3-6 เดือน สำหรับพนักงานเงินเดือน หรือ 6-12 เดือนสำหรับฟรีแลนซ์ เช่น หากค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 15,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉิน 45,000-90,000 บาท เริ่มจาก 0 และต้องการเก็บ 60,000 บาท ใน 1 ปี ต้องออมเดือนละ 5,000 บาท หรือวันละ 164 บาท เก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ทันที ไม่ควรนำไปลงทุน

ออมเงินแบบไหนดี เงินฝากประจำ SSF หรือ RMF?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระยะเวลา เงินฝากประจำเหมาะกับเป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี ดอกเบี้ยต่ำแต่ปลอดภัย SSF (Super Savings Fund) เหมาะกับเป้าหมาย 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) RMF (Retirement Mutual Fund) เหมาะสำหรับออมเพื่อเกษียณโดยเฉพาะ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) แต่ต้องถือครองจนอายุ 55 ปี สำหรับเป้าหมายระยะสั้น เช่น ออมเงินไปเที่ยวหรือซื้อของ ให้ใช้บัญชีออมทรัพย์ปกติ

ออมเงินไม่ค่อยอยู่ ทำยังไงให้ออมสำเร็จ?

ปัญหาหลักของคนที่ออมไม่อยู่คือการ "ใช้ก่อนเก็บ" วิธีแก้คือตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนในวันที่เงินเข้า เริ่มจากจำนวนน้อยๆ เช่น เดือนละ 1,000 บาท แล้วค่อยเพิ่มทีละ 500 บาททุก 3 เดือน นอกจากนี้ ให้แปลงเป้าหมายเป็นยอดรายวัน เช่น "ออมวันละ 33 บาท" ซึ่งเท่ากับค่าน้ำดื่ม 2 ขวด ฟังดูง่ายกว่า "ออมเดือนละ 1,000 บาท" มาก และใช้แอปออมเงินหรือบัญชีแยกเพื่อติดตามความก้าวหน้า

เครื่องคำนวณนี้ไม่รวมดอกเบี้ยเพราะอะไร?

เครื่องคำนวณนี้ตั้งใจไม่รวมดอกเบี้ยเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ปลอดภัยและเป็นจริงที่สุด สำหรับเป้าหมายระยะสั้นถึงปานกลาง (1-3 ปี) ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปกติอยู่ที่เพียง 0.25-0.50% ต่อปี ซึ่งแทบไม่ส่งผลต่อยอดเงินรวม การไม่คิดดอกเบี้ยทำให้คุณรู้จำนวนขั้นต่ำที่ต้องออมเพื่อให้ถึงเป้าหมายแน่นอน หากต้องการจำลองแผนการลงทุนระยะยาวที่รวมดอกเบี้ยทบต้น สามารถใช้เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นแทนได้


คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการออมเงิน

เป้าหมายเงินออม

จำนวนเงินที่คุณตั้งใจจะเก็บให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น เงินดาวน์บ้าน 500,000 บาท ใน 3 ปี หรือเงินฉุกเฉิน 60,000 บาท ใน 1 ปี

สูตร 50-30-20

แนวทางการจัดสรรรายได้ที่แบ่งเงินหลังหักภาษีเป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าเช่า อาหาร เดินทาง) 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ (กินข้าวนอกบ้าน ช้อปปิ้ง บันเทิง) และ 20% สำหรับเงินออมและชำระหนี้

เงินฉุกเฉิน

เงินสำรองที่เก็บไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือซ่อมรถ ควรเก็บไว้ในบัญชีที่ถอนได้ทันที มีจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3-6 เดือน

เงินดาวน์

เงินก้อนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเมื่อซื้อบ้านหรือคอนโด โดยทั่วไปอยู่ที่ 10-20% ของราคาทรัพย์สิน เช่น คอนโดราคา 2,000,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์ 200,000-400,000 บาท

SSF (Super Savings Fund)

กองทุนรวมเพื่อการออมที่รัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี เหมาะสำหรับเป้าหมายออมระยะยาว

RMF (Retirement Mutual Fund)

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ออกแบบมาสำหรับการออมเพื่อเกษียณ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีและถือครองจนอายุ 55 ปี

จ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First)

แนวทางการออมเงินที่หักเงินออมออกจากรายได้ทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน ก่อนจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตรงข้ามกับการ "ใช้แล้วค่อยเก็บ" วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการสร้างวินัยการออม