คำนวณเป้าหมายการออม
คำนวณจำนวนเงินที่ต้องออมรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินตามเวลาที่กำหนด
เครื่องคำนวณเป้าหมายเงินออมคืออะไร?
วิธีคำนวณว่าต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่
สูตรคำนวณเป้าหมายเงินออม
- = ยอดเงินที่ต้องออมต่อรอบ (รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน, หรือรายปี)
- = เป้าหมายเงินออม (จำนวนเงินรวมที่ต้องการ เป็นบาท)
- = เงินออมปัจจุบัน (จำนวนเงินที่เก็บได้แล้ว เป็นบาท)
- = จำนวนรอบจนถึงกำหนดเวลา (จำนวนวัน สัปดาห์ เดือน หรือปี)
ตัวอย่างการคำนวณเงินออมสำหรับเป้าหมายต่างๆ
ออมเงินดาวน์คอนโดกรุงเทพ 500,000 บาท ใน 3 ปี
ออมเงินไปเที่ยวญี่ปุ่น 100,000 บาท ใน 8 เดือน
ออมเงินแต่งงาน 300,000 บาท ใน 2 ปี
เคล็ดลับออมเงินให้ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน
- เก็บก่อนใช้ ไม่ใช่ใช้แล้วเก็บ ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีออมทรัพย์ในวันที่เงินเดือนเข้าทุกเดือน วิธีนี้คือ "จ่ายตัวเองก่อน" ซึ่งเป็นหลักการออมที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะป้องกันการใช้จ่ายก่อนออม
- แบ่งเป้าหมายเป็นยอดรายวัน การออมเดือนละ 10,000 บาทฟังดูหนัก แต่วันละ 333 บาทเท่ากับเงินค่าข้าวมื้อเดียว ยอดรายวันช่วยสร้างกำลังใจและทำให้เป้าหมายรู้สึกเข้าถึงได้
- ใช้สูตร 50-30-20 เป็นจุดเริ่มต้น แบ่งรายได้เป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ และ 20% สำหรับเงินออม ถ้าเงินเดือน 25,000 บาท คุณควรออมอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน หากต้องการออมมากกว่านี้ ให้ลดสัดส่วนไลฟ์สไตล์ลง
- เปิดบัญชีแยกตามเป้าหมาย เช่น บัญชี "ดาวน์บ้าน" บัญชี "ทริปญี่ปุ่น" บัญชี "เงินฉุกเฉิน" การแยกบัญชีช่วยให้เห็นความคืบหน้าชัดเจน และป้องกันไม่ให้หยิบเงินเป้าหมายหนึ่งไปใช้กับอีกเป้าหมาย
- ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแล้วโอนเข้าเงินออม ลองทบทวนค่า subscription ที่ไม่ได้ใช้ ลดความถี่ในการกินข้าวนอกบ้าน หรือชงกาแฟเองแทนซื้อร้าน แค่ประหยัดวันละ 50-100 บาท ก็ได้เงินเพิ่ม 1,500-3,000 บาทต่อเดือนเพื่อเป้าหมาย
- ทบทวนและปรับแผนทุกเดือน ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โบนัสพิเศษ หรือการขึ้นเงินเดือน ใช้เครื่องคำนวณนี้ปรับยอดใหม่ทุกสิ้นเดือน หากล้าหลังเป้า ก็จะรู้ทันทีว่าต้องเร่งเก็บเท่าไหร่ในเดือนที่เหลือ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออมเงินตามเป้าหมาย
ออมเงิน 100 บาทต่อวัน 5 ปีได้เท่าไหร่?
หากออมเงินวันละ 100 บาทอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 5 ปี (1,825 วัน) จะมีเงินออมรวม 182,500 บาท โดยไม่รวมดอกเบี้ย คิดเป็นเดือนละประมาณ 3,000 บาท ปีละ 36,500 บาท หากนำเงินก้อนนี้ไปฝากประจำที่ดอกเบี้ย 1.5-2% ต่อปี หรือลงทุนในกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5-7% ต่อปี ยอดเงินสุดท้ายจะสูงกว่า 182,500 บาทอีกมาก
เงินเดือน 20,000 บาท ควรออมเดือนละเท่าไหร่?
ตามสูตร 50-30-20 ที่แนะนำกันทั่วไป หากเงินเดือน 20,000 บาท ควรออมอย่างน้อย 20% คือ 4,000 บาทต่อเดือน โดยแบ่ง 10,000 บาท (50%) สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และ 6,000 บาท (30%) สำหรับไลฟ์สไตล์ หากต้องการเก็บเงินเร็วขึ้น สามารถลดสัดส่วนไลฟ์สไตล์เหลือ 20% แล้วเพิ่มเงินออมเป็น 6,000 บาทต่อเดือน (30%)
ต้องออมเดือนละเท่าไหร่เพื่อซื้อบ้าน?
ขึ้นอยู่กับราคาบ้านและระยะเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปธนาคารปล่อยกู้ 80-90% ของราคา คุณจึงต้องเตรียมเงินดาวน์ 10-20% เช่น คอนโดราคา 2,000,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์ 200,000-400,000 บาท หากเริ่มจาก 0 และตั้งเป้าเก็บ 400,000 บาท ใน 3 ปี ต้องออมเดือนละ 11,111 บาท หรือหากขยายเวลาเป็น 5 ปี จะเหลือเดือนละ 6,667 บาท
ออมเงิน 1,000 บาทต่อเดือน 10 ปีได้เท่าไหร่?
หากออมเดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 10 ปี (120 เดือน) จะมีเงินรวม 120,000 บาทโดยไม่รวมดอกเบี้ย หากนำเงินไปฝากในบัญชีเงินฝากประจำที่ดอกเบี้ย 2% ต่อปี จะได้เงินประมาณ 133,000 บาท และหากลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี อาจได้เงินถึงประมาณ 164,000 บาท พร้อมยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย
เงินฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่?
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแนะนำให้เตรียมเงินฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3-6 เดือน สำหรับพนักงานเงินเดือน หรือ 6-12 เดือนสำหรับฟรีแลนซ์ เช่น หากค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 15,000 บาท ควรมีเงินฉุกเฉิน 45,000-90,000 บาท เริ่มจาก 0 และต้องการเก็บ 60,000 บาท ใน 1 ปี ต้องออมเดือนละ 5,000 บาท หรือวันละ 164 บาท เก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ทันที ไม่ควรนำไปลงทุน
ออมเงินแบบไหนดี เงินฝากประจำ SSF หรือ RMF?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระยะเวลา เงินฝากประจำเหมาะกับเป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี ดอกเบี้ยต่ำแต่ปลอดภัย SSF (Super Savings Fund) เหมาะกับเป้าหมาย 10 ปีขึ้นไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) RMF (Retirement Mutual Fund) เหมาะสำหรับออมเพื่อเกษียณโดยเฉพาะ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) แต่ต้องถือครองจนอายุ 55 ปี สำหรับเป้าหมายระยะสั้น เช่น ออมเงินไปเที่ยวหรือซื้อของ ให้ใช้บัญชีออมทรัพย์ปกติ
ออมเงินไม่ค่อยอยู่ ทำยังไงให้ออมสำเร็จ?
ปัญหาหลักของคนที่ออมไม่อยู่คือการ "ใช้ก่อนเก็บ" วิธีแก้คือตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนในวันที่เงินเข้า เริ่มจากจำนวนน้อยๆ เช่น เดือนละ 1,000 บาท แล้วค่อยเพิ่มทีละ 500 บาททุก 3 เดือน นอกจากนี้ ให้แปลงเป้าหมายเป็นยอดรายวัน เช่น "ออมวันละ 33 บาท" ซึ่งเท่ากับค่าน้ำดื่ม 2 ขวด ฟังดูง่ายกว่า "ออมเดือนละ 1,000 บาท" มาก และใช้แอปออมเงินหรือบัญชีแยกเพื่อติดตามความก้าวหน้า
เครื่องคำนวณนี้ไม่รวมดอกเบี้ยเพราะอะไร?
เครื่องคำนวณนี้ตั้งใจไม่รวมดอกเบี้ยเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ปลอดภัยและเป็นจริงที่สุด สำหรับเป้าหมายระยะสั้นถึงปานกลาง (1-3 ปี) ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปกติอยู่ที่เพียง 0.25-0.50% ต่อปี ซึ่งแทบไม่ส่งผลต่อยอดเงินรวม การไม่คิดดอกเบี้ยทำให้คุณรู้จำนวนขั้นต่ำที่ต้องออมเพื่อให้ถึงเป้าหมายแน่นอน หากต้องการจำลองแผนการลงทุนระยะยาวที่รวมดอกเบี้ยทบต้น สามารถใช้เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้นแทนได้
คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการออมเงิน
เป้าหมายเงินออม
จำนวนเงินที่คุณตั้งใจจะเก็บให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น เงินดาวน์บ้าน 500,000 บาท ใน 3 ปี หรือเงินฉุกเฉิน 60,000 บาท ใน 1 ปี
สูตร 50-30-20
แนวทางการจัดสรรรายได้ที่แบ่งเงินหลังหักภาษีเป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าเช่า อาหาร เดินทาง) 30% สำหรับไลฟ์สไตล์ (กินข้าวนอกบ้าน ช้อปปิ้ง บันเทิง) และ 20% สำหรับเงินออมและชำระหนี้
เงินฉุกเฉิน
เงินสำรองที่เก็บไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือซ่อมรถ ควรเก็บไว้ในบัญชีที่ถอนได้ทันที มีจำนวนเท่ากับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3-6 เดือน
เงินดาวน์
เงินก้อนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเมื่อซื้อบ้านหรือคอนโด โดยทั่วไปอยู่ที่ 10-20% ของราคาทรัพย์สิน เช่น คอนโดราคา 2,000,000 บาท ต้องมีเงินดาวน์ 200,000-400,000 บาท
SSF (Super Savings Fund)
กองทุนรวมเพื่อการออมที่รัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี เหมาะสำหรับเป้าหมายออมระยะยาว
RMF (Retirement Mutual Fund)
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ออกแบบมาสำหรับการออมเพื่อเกษียณ ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาทต่อปี (ไม่เกิน 30% ของเงินได้) ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปีและถือครองจนอายุ 55 ปี
จ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First)
แนวทางการออมเงินที่หักเงินออมออกจากรายได้ทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน ก่อนจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตรงข้ามกับการ "ใช้แล้วค่อยเก็บ" วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการสร้างวินัยการออม
