Smart Calculators

Smart

Calculators

เครื่องคำนวณแคลอรี (TDEE และสารอาหารหลัก)

คำนวณความต้องการแคลอรีต่อวันและเป้าหมายสารอาหารหลัก รับเป้าหมายโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มกล้ามเนื้อ

ปี

เป้าหมายของคุณ
ประเภทอาหาร

%

การระบุเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายช่วยเพิ่มความแม่นยำโดยใช้สูตร Katch-McArdle

แคลอรีต่อวันของคุณ

1,942 kcal/day

รักษาน้ำหนัก (0 กก./สัปดาห์)

TDEE (รักษาน้ำหนัก): 1,942 kcal/day

BMR (ขณะพักผ่อน): 1,618 kcal/day

สูตร: Mifflin-St Jeor (แนะนำ)

การกระจายสารอาหารหลัก

30%
40%
30%

โปรตีน: 146 ก. (30%)

คาร์โบไฮเดรต: 194 ก. (40%)

ไขมัน: 65 ก. (30%)

ปริมาณโปรตีน: 2.1 ก./กก. น้ำหนักตัว

เป้าหมายแคลอรีตามวัตถุประสงค์

เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์แคลอรีต่อวัน
ลดน้ำหนัก-0.5 กก./สัปดาห์
1,500
รักษาน้ำหนัก0 กก./สัปดาห์
1,942
เพิ่มน้ำหนัก+0.5 กก./สัปดาห์
2,442

สารอาหารหลักตามเป้าหมาย (สมดุล)

เป้าหมายแคลอรีต่อวันโปรตีน (ก.)คาร์โบไฮเดรต (ก.)ไขมัน (ก.)
ลดน้ำหนัก1,50011315050
รักษาน้ำหนัก1,94214619465
เพิ่มน้ำหนัก2,44218324481

เครื่องคำนวณแคลอรี่. TDEE แมคโครโปรตีน คาร์บ ไขมัน ที่ต้องการต่อวัน.

เครื่องคำนวณแคลอรี่คำนวณพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน (TDEE) จากสูตร Mifflin-St Jeor หรือ Katch-McArdle พร้อมแบ่งสัดส่วนสารอาหารหลัก. แสดงผลเป็นแคลอรี่เป้าหมายสำหรับลดน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มน้ำหนัก พร้อมกรัมโปรตีน คาร์บ และไขมันใน 4 รูปแบบอาหาร.

แคลอรี่ต่อวัน คืออะไร? ทำไมต้องคำนวณ TDEE

แคลอรี่ต่อวันที่ร่างกายต้องการ คือปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายเผาผลาญตลอดวัน เรียกว่า TDEE (Total Daily Energy Expenditure) ค่า TDEE คำนวณจาก BMR (อัตราเผาผลาญขั้นพื้นฐาน) คูณกับตัวคูณกิจกรรมที่สะท้อนความเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
ค่า TDEE ของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,600-2,200 แคลอรีต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 2,000-2,800 แคลอรีต่อวันสำหรับผู้ชาย ขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และระดับกิจกรรม การรู้ค่า TDEE ของตัวเองเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการควบคุมน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดไขมัน รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
หลักการง่าย ๆ คือ กินแคลอรี่น้อยกว่า TDEE = ลดน้ำหนัก กินเท่ากับ TDEE = รักษาน้ำหนัก กินมากกว่า TDEE = เพิ่มน้ำหนัก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนแคลอรี่คือ สัดส่วนสารอาหารหลัก (Macronutrients) ซึ่งประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน การแบ่งสัดส่วนที่ถูกต้องจะช่วยให้ร่างกายลดไขมันได้โดยไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ หรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้โดยไม่สะสมไขมันมากเกินไป

วิธีคำนวณแคลอรี่ต่อวัน และแบ่งสัดส่วนสารอาหาร

การคำนวณแคลอรี่ที่ต้องการต่อวันประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ คำนวณ BMR คำนวณ TDEE และปรับตามเป้าหมาย
1. คำนวณ BMR (อัตราเผาผลาญพื้นฐาน) ด้วยสูตร Mifflin-St Jeor: ผู้ชาย = (10 x น้ำหนัก กก.) + (6.25 x ส่วนสูง ซม.) - (5 x อายุ ปี) + 5 ผู้หญิง = (10 x น้ำหนัก กก.) + (6.25 x ส่วนสูง ซม.) - (5 x อายุ ปี) - 161
2. คำนวณ TDEE โดยนำ BMR คูณตัวคูณกิจกรรม: นั่งทำงาน/ไม่ออกกำลังกาย = BMR x 1.2, ออกกำลังกายเบา 1-3 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.375, ออกกำลังกายปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.55, ออกกำลังกายหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.725, นักกีฬาหรือใช้แรงกายหนักมาก = BMR x 1.9
3. ปรับแคลอรี่ตามเป้าหมาย: ลดน้ำหนัก = TDEE - 500 แคลอรี (ลดได้ประมาณสัปดาห์ละ 0.5 กก.), รักษาน้ำหนัก = TDEE, เพิ่มน้ำหนัก = TDEE + 500 แคลอรี
4. แบ่งสัดส่วนสารอาหารหลัก: เมื่อได้แคลอรี่เป้าหมายแล้ว ให้แบ่งเป็นโปรตีน คาร์บ และไขมันตามสัดส่วนที่เหมาะกับเป้าหมาย เช่น สมดุล 30/40/30 (โปรตีน/คาร์บ/ไขมัน) หรือ High Protein 40/35/25 คำนวณกรัมโดยใช้สูตร: กรัมโปรตีนหรือคาร์บ = (แคลอรี่ x เปอร์เซ็นต์) / 4 กรัมไขมัน = (แคลอรี่ x เปอร์เซ็นต์) / 9
เครื่องคำนวณแคลอรี่ด้านบนทำขั้นตอนทั้งหมดนี้ให้อัตโนมัติ เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัวและเลือกระดับกิจกรรม ก็จะได้ค่า TDEE แคลอรี่เป้าหมาย และสัดส่วนสารอาหารเป็นกรัมทันที

สูตรคำนวณแคลอรี่: Mifflin-St Jeor และ Katch-McArdle

TDEE=BMR×AFTDEE = BMR \times AF
  • TDEETDEE = พลังงานที่ใช้ทั้งหมดต่อวัน (Total Daily Energy Expenditure) หน่วยเป็นแคลอรี
  • BMRBMR = อัตราเผาผลาญขั้นพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate) หน่วยเป็นแคลอรี
  • AFAF = ตัวคูณกิจกรรม (Activity Factor) ตั้งแต่ 1.2 (นั่งทำงาน) ถึง 1.9 (นักกีฬา)
สูตร Mifflin-St Jeor สำหรับคำนวณ BMR:
BMRmale=(10×W)+(6.25×H)(5×A)+5BMR_{male} = (10 \times W) + (6.25 \times H) - (5 \times A) + 5
BMRfemale=(10×W)+(6.25×H)(5×A)161BMR_{female} = (10 \times W) + (6.25 \times H) - (5 \times A) - 161
โดย W = น้ำหนักเป็น กก., H = ส่วนสูงเป็น ซม., A = อายุเป็นปี สูตรนี้ได้รับการยอมรับจาก American Dietetic Association ว่าแม่นยำภายใน 10% สำหรับคนทั่วไป
สูตร Katch-McArdle เหมาะสำหรับผู้ที่ทราบเปอร์เซ็นต์ไขมัน:
BMR=370+(21.6×LBM)BMR = 370 + (21.6 \times LBM)
โดย LBM (มวลกล้ามเนื้อ) = น้ำหนัก กก. x (1 - เปอร์เซ็นต์ไขมัน / 100) สูตรนี้แม่นยำกว่าสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่มีกล้ามเนื้อมาก เพราะใช้มวลกล้ามเนื้อจริงแทนน้ำหนักรวม
การแบ่งสัดส่วนสารอาหารจากแคลอรี่เป้าหมาย:
Pgrams=C×P%100×4P_{grams} = \frac{C \times P\%}{100 \times 4}
Fgrams=C×F%100×9F_{grams} = \frac{C \times F\%}{100 \times 9}
โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน 4 แคลอรีต่อกรัม ส่วนไขมันให้พลังงาน 9 แคลอรีต่อกรัม
ตัวคูณกิจกรรมมี 5 ระดับ:
ระดับกิจกรรมตัวคูณตัวอย่าง
นั่งทำงาน (Sedentary)1.2พนักงานออฟฟิศ ไม่ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายเบา (Lightly Active)1.375เดินเล่น ออกกำลังกาย 1-3 วัน/สัปดาห์
ปานกลาง (Moderately Active)1.55วิ่ง ว่ายน้ำ 3-5 วัน/สัปดาห์
หนัก (Very Active)1.725เล่นเวท ออกกำลังหนัก 6-7 วัน/สัปดาห์
หนักมาก (Extra Active)1.9นักกีฬา ใช้แรงกายตลอดวัน

ตัวอย่างคำนวณแคลอรี่และสัดส่วนสารอาหาร

ตัวอย่าง: ผู้หญิงอายุ 28 ปี ต้องการลดน้ำหนัก

คุณปลา อายุ 28 ปี น้ำหนัก 65 กก. สูง 162 ซม. ทำงานออฟฟิศ ออกกำลังกายเบา 2 วัน/สัปดาห์ (กิจกรรมเบา)
BMR = (10 x 65) + (6.25 x 162) - (5 x 28) - 161 = 650 + 1,013 - 140 - 161 = 1,362 แคลอรี/วัน
TDEE = 1,362 x 1.375 = 1,873 แคลอรี/วัน
เป้าหมายลดน้ำหนัก = 1,873 - 500 = 1,373 แคลอรี/วัน
แต่เนื่องจากค่านี้ใกล้กับค่าขั้นต่ำที่ปลอดภัย (1,200 แคลอรีสำหรับผู้หญิง) จึงแนะนำให้ลดแค่ 300 แคลอรี เป็น 1,573 แคลอรี/วัน ร่วมกับเพิ่มการออกกำลังกาย
สัดส่วนสารอาหารแบบ High Protein (40/35/25) สำหรับ 1,573 แคลอรี:
สารอาหารสัดส่วนกรัม/วันตัวอย่างอาหารไทย
โปรตีน40%157 กรัมอกไก่ย่าง 200 กรัม + ปลานึ่ง + ไข่ต้ม 2 ฟอง + นมไขมันต่ำ
คาร์โบไฮเดรต35%138 กรัมข้าวกล้อง 2 ทัพพี/มื้อ + ผลไม้
ไขมัน25%44 กรัมน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ + ถั่วอัลมอนด์ 1 กำมือ
ด้วยสัดส่วนนี้ คุณปลาจะลดน้ำหนักได้ประมาณสัปดาห์ละ 0.3 กก. อย่างยั่งยืน โดยโปรตีนสูงช่วยรักษากล้ามเนื้อระหว่างลดน้ำหนัก

ตัวอย่าง: ผู้ชายอายุ 32 ปี ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ

คุณบอม อายุ 32 ปี น้ำหนัก 72 กก. สูง 175 ซม. เล่นเวทสัปดาห์ละ 5 วัน (กิจกรรมหนัก)
BMR = (10 x 72) + (6.25 x 175) - (5 x 32) + 5 = 720 + 1,094 - 160 + 5 = 1,659 แคลอรี/วัน
TDEE = 1,659 x 1.725 = 2,862 แคลอรี/วัน
เป้าหมายเพิ่มกล้ามเนื้อ = 2,862 + 500 = 3,362 แคลอรี/วัน
สัดส่วนสารอาหารแบบ High Protein (40/35/25) สำหรับ 3,362 แคลอรี:
สารอาหารสัดส่วนกรัม/วันเทียบเท่าอาหาร
โปรตีน40%336 กรัมอกไก่ 400 กรัม + ปลา + ไข่ 4 ฟอง + เวย์โปรตีน 2 สคูป
คาร์โบไฮเดรต35%294 กรัมข้าว 4 ทัพพี/มื้อ + กล้วย + มันเทศ
ไขมัน25%93 กรัมอะโวคาโด + ถั่ว + น้ำมันมะกอก
คุณบอมสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ประมาณ 0.25-0.5 กก./สัปดาห์ โดยควรกระจายโปรตีนเป็น 4-5 มื้อ มื้อละ 30-40 กรัม เพื่อการสังเคราะห์กล้ามเนื้อที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง: เปรียบเทียบ 4 รูปแบบสัดส่วนสารอาหาร

ผู้ชายอายุ 30 ปี น้ำหนัก 70 กก. สูง 170 ซม. ออกกำลังกายปานกลาง TDEE = 2,376 แคลอรี/วัน (รักษาน้ำหนัก)
เปรียบเทียบสัดส่วนสารอาหารทั้ง 4 รูปแบบ:
รูปแบบโปรตีน (กรัม)คาร์บ (กรัม)ไขมัน (กรัม)เหมาะกับ
สมดุล 30/40/30178 กรัม238 กรัม79 กรัมคนทั่วไปที่ต้องการสุขภาพดี
Low Carb 40/20/40238 กรัม119 กรัม106 กรัมผู้ที่ต้องการลดไขมันเร็วขึ้น
High Protein 40/35/25238 กรัม208 กรัม66 กรัมนักเล่นเวท สร้างกล้ามเนื้อ
Keto 20/5/75119 กรัม30 กรัม198 กรัมผู้ทำคีโตเจนิคไดเอท
สังเกตว่าแคลอรี่รวมเท่ากันทั้ง 4 รูปแบบ (2,376 แคลอรี) แต่กรัมของสารอาหารต่างกันมาก รูปแบบ Keto มีไขมันถึง 198 กรัมแต่คาร์บเพียง 30 กรัม ขณะที่รูปแบบสมดุลมีคาร์บ 238 กรัม สิ่งสำคัญคือเลือกรูปแบบที่ทำได้ต่อเนื่องระยะยาว ไม่ใช่รูปแบบที่ดีที่สุดในทางทฤษฎีแต่ทำไม่ไหว

เคล็ดลับใช้เครื่องคำนวณแคลอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ค่า TDEE เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: สูตรคำนวณ BMR มีความคลาดเคลื่อนประมาณ 10% จากค่าจริง ให้ใช้ค่า TDEE ที่คำนวณได้เป็นจุดเริ่มต้น ทดลองกิน 2 สัปดาห์ แล้วปรับขึ้นหรือลง 100-200 แคลอรีตามผลลัพธ์จริง ถ้าน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงแสดงว่าค่า TDEE ใกล้เคียงค่าจริง
  • อย่าลดแคลอรี่ต่ำกว่าขั้นต่ำที่ปลอดภัย: ผู้หญิงไม่ควรกินต่ำกว่า 1,200 แคลอรี/วัน และผู้ชายไม่ควรกินต่ำกว่า 1,500 แคลอรี/วัน การจำกัดแคลอรีมากเกินไปทำให้ร่างกายลดอัตราเผาผลาญลง (Metabolic Adaptation) สูญเสียกล้ามเนื้อ และเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร
  • เลือกรูปแบบสัดส่วนสารอาหารที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์: รูปแบบสมดุล 30/40/30 เหมาะกับคนไทยทั่วไปเพราะยังกินข้าวได้ปกติ รูปแบบ Low Carb หรือ Keto อาจยากสำหรับคนที่กินข้าวทุกมื้อ High Protein เหมาะกับคนออกกำลังกายหนัก การเลือกรูปแบบที่ทำได้ต่อเนื่องสำคัญกว่าการเลือกรูปแบบที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี
  • โปรตีนสูงช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่า: โปรตีนมีค่า Thermic Effect สูงที่สุดที่ 15-30% (ร่างกายใช้พลังงาน 15-30% ของแคลอรีจากโปรตีนในการย่อย) ทำให้อิ่มนาน ช่วยรักษากล้ามเนื้อ ควรกินโปรตีน 1.6-2.0 กรัมต่อกก. น้ำหนักตัว อาหารไทยที่มีโปรตีนสูง ได้แก่ อกไก่ย่าง ปลานึ่ง ไข่ต้ม เต้าหู้ และนมไขมันต่ำ
  • คำนวณใหม่ทุก ๆ 5 กก. ที่น้ำหนักเปลี่ยน: เมื่อน้ำหนักลดลง ค่า BMR และ TDEE ก็ลดตามด้วย คนที่ลดน้ำหนักไป 10 กก. จะเผาผลาญน้อยลงประมาณ 100-200 แคลอรี/วัน ทำให้น้ำหนักหยุดลด (Weight Loss Plateau) ต้องคำนวณใหม่และปรับแคลอรี่เป้าหมาย
  • ผลลัพธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ: การลดน้ำหนักสัปดาห์ละ 0.3-0.5 กก. ถือว่าดีมาก สัปดาห์ละ 0.5-1 กก. ถือว่าเร็ว การลดมากกว่า 1 กก./สัปดาห์อย่างต่อเนื่องมักหมายความว่าเสียกล้ามเนื้อด้วย สำหรับการเพิ่มกล้ามเนื้อ 0.25 กก./สัปดาห์ถือว่าดีสำหรับผู้ชาย และ 0.1-0.15 กก./สัปดาห์สำหรับผู้หญิง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณแคลอรี่

กินกี่แคลอรี่ต่อวันถึงจะลดน้ำหนักได้?

ในการลดน้ำหนัก ให้ลดแคลอรี่ลง 300-500 แคลอรีจากค่า TDEE ตัวอย่างเช่น ถ้า TDEE อยู่ที่ 2,000 แคลอรี ให้กิน 1,500-1,700 แคลอรี/วัน จะลดน้ำหนักได้ประมาณสัปดาห์ละ 0.3-0.5 กก. สิ่งสำคัญคืออย่ากินต่ำกว่า 1,200 แคลอรีสำหรับผู้หญิง หรือ 1,500 แคลอรีสำหรับผู้ชาย เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารและเกิด Metabolic Adaptation

TDEE กับ BMR ต่างกันอย่างไร?

BMR คือแคลอรี่ที่ร่างกายเผาผลาญขณะนอนนิ่ง ๆ เพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะ ส่วน TDEE คือแคลอรี่ทั้งหมดรวมกิจกรรมตลอดวัน TDEE = BMR x ตัวคูณกิจกรรม ดังนั้น TDEE จะสูงกว่า BMR เสมอ 20-90% ขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรม ควรใช้ TDEE ในการวางแผนอาหาร ไม่ใช่ BMR

สูตร Mifflin-St Jeor กับ Katch-McArdle สูตรไหนดีกว่า?

สูตร Mifflin-St Jeor เหมาะกับคนทั่วไปที่ไม่ทราบเปอร์เซ็นต์ไขมัน เป็นสูตรที่แม่นยำที่สุดตาม American Dietetic Association (คลาดเคลื่อนภายใน 10%) สูตร Katch-McArdle เหมาะกับนักกีฬาหรือผู้ที่วัดเปอร์เซ็นต์ไขมันได้ เพราะใช้มวลกล้ามเนื้อจริงในการคำนวณจึงแม่นยำกว่าสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อมาก

สัดส่วนสารอาหาร 30/40/30 กับ Keto 20/5/75 อะไรดีกว่า?

ไม่มีสัดส่วนใดดีที่สุดสำหรับทุกคน สัดส่วนสมดุล 30/40/30 (โปรตีน/คาร์บ/ไขมัน) เหมาะกับคนไทยทั่วไปเพราะยังกินข้าวได้ปกติและทำได้ยั่งยืน Keto 20/5/75 มีคาร์บเพียงประมาณ 25-50 กรัม/วัน ซึ่งยากสำหรับคนที่กินอาหารไทย (ข้าว 1 ทัพพี มีคาร์บประมาณ 15 กรัม) แต่มีงานวิจัยว่าช่วยลดน้ำหนักเร็วในระยะสั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเลือกรูปแบบที่ทำได้ต่อเนื่อง

เครื่องคำนวณแคลอรี่นี้แม่นยำแค่ไหน?

เครื่องคำนวณนี้ใช้สูตร Mifflin-St Jeor ซึ่ง American Dietetic Association แนะนำว่าแม่นยำภายใน 10% ของค่า BMR ที่วัดจริง สำหรับคนส่วนใหญ่ค่าที่คำนวณได้จะคลาดเคลื่อนไม่เกิน 150-200 แคลอรี/วัน ให้ใช้ค่าที่ได้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วปรับตามผลลัพธ์จริงใน 2-3 สัปดาห์

คีโตเจนิคไดเอท (Keto) คำนวณแคลอรี่อย่างไร?

การคำนวณแคลอรี่สำหรับคีโตเหมือนกับวิธีปกติ คือหาค่า TDEE แล้วปรับตามเป้าหมาย สิ่งที่ต่างคือสัดส่วนสารอาหาร คีโตใช้สัดส่วนไขมัน 70-80% โปรตีน 15-25% คาร์บ 5% (ประมาณ 20-50 กรัม/วัน) ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้าหมายคือ 1,800 แคลอรี/วัน จะได้ไขมัน 150 กรัม โปรตีน 90 กรัม คาร์บ 23 กรัม ควรเลือกเครื่องคำนวณที่มีโหมด Keto เพื่อคำนวณสัดส่วนให้ถูกต้อง

ผู้หญิงกับผู้ชาย ค่า TDEE ต่างกันเท่าไหร่?

ผู้ชายมีค่า TDEE สูงกว่าผู้หญิงเฉลี่ย 300-600 แคลอรี/วัน ที่ระดับกิจกรรมเดียวกัน สาเหตุหลักคือผู้ชายมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าและร่างกายใหญ่กว่า ในสูตร Mifflin-St Jeor ค่าคงที่ของผู้ชายคือ +5 ส่วนผู้หญิงคือ -161 ทำให้ BMR ของผู้ชายสูงกว่าประมาณ 166 แคลอรี แม้น้ำหนัก สูง และอายุเท่ากัน

โปรตีนกี่กรัมต่อวันถึงจะเพียงพอ?

ปริมาณโปรตีนที่แนะนำขึ้นอยู่กับเป้าหมาย: คนทั่วไปควรกิน 0.8-1.0 กรัม/กก. น้ำหนักตัว/วัน ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอควรกิน 1.2-1.6 กรัม/กก. นักเล่นเวทหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อควรกิน 1.6-2.2 กรัม/กก. ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักควรกินโปรตีนสูงถึง 2.0 กรัม/กก. เพื่อรักษากล้ามเนื้อ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายหนัก 70 กก. ที่เล่นเวท ควรกินโปรตีน 112-154 กรัม/วัน


คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับแคลอรี่และสารอาหาร

TDEE (Total Daily Energy Expenditure)

พลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน รวมถึง BMR กิจกรรมทางกาย และพลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร คำนวณโดยนำ BMR คูณค่ากิจกรรม (1.2-1.9) เป็นค่าหลักในการวางแผนอาหารสำหรับลดน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรือเพิ่มน้ำหนัก

BMR (Basal Metabolic Rate)

อัตราเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน คือแคลอรี่ที่ร่างกายเผาผลาญขณะอยู่นิ่งสนิทเพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ปอด สมอง คิดเป็นประมาณ 60-70% ของ TDEE

แมคโคร (Macronutrients)

สารอาหารหลัก 3 ชนิดที่ร่างกายต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ โปรตีน (4 แคลอรี/กรัม) คาร์โบไฮเดรต (4 แคลอรี/กรัม) และไขมัน (9 แคลอรี/กรัม) การแบ่งสัดส่วนที่ถูกต้องมีผลต่อการลดไขมันและสร้างกล้ามเนื้อ

Calorie Deficit (การขาดดุลแคลอรี)

สภาวะที่กินแคลอรี่น้อยกว่า TDEE ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสะสม (ส่วนใหญ่คือไขมัน) มาใช้ การขาดดุล 500 แคลอรี/วัน ทำให้ลดน้ำหนักได้ประมาณสัปดาห์ละ 0.5 กก.

Calorie Surplus (การเกินดุลแคลอรี)

สภาวะที่กินแคลอรี่มากกว่า TDEE ทำให้ร่างกายมีพลังงานเหลือสำหรับสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จำเป็นสำหรับการเพิ่มน้ำหนักและสร้างกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปแนะนำให้เกินดุล 250-500 แคลอรี/วัน

Thermic Effect of Food (TEF)

พลังงานที่ร่างกายใช้ในการย่อยและดูดซึมอาหาร คิดเป็นประมาณ 10% ของ TDEE โปรตีนใช้พลังงานย่อยมากที่สุด (15-30%) ไขมันใช้น้อยที่สุด (0-3%) คาร์โบไฮเดรตอยู่กลาง ๆ (5-10%)

สูตร Mifflin-St Jeor

สูตรประเมินค่า BMR ที่ได้รับการยอมรับจาก American Dietetic Association ว่าแม่นยำที่สุดสำหรับคนทั่วไป ใช้น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ และเพศในการคำนวณ มีความคลาดเคลื่อนภายใน 10% ของค่าจริง


แหล่งที่มาและเอกสารอ้างอิง

  1. Mifflin และคณะ (1990) — สมการทำนายใหม่สำหรับการใช้พลังงานขณะพักในบุคคลสุขภาพดี. American Journal of Clinical Nutrition 51(2):241-247
  2. Frankenfield, Roth-Yousey และ Compher (2005) — การเปรียบเทียบสมการทำนายอัตราการเผาผลาญขณะพักในผู้ใหญ่สุขภาพดี: การทบทวนอย่างเป็นระบบ. Journal of the American Dietetic Association 105(5):775-789
  3. USDA และ HHS — แนวทางโภชนาการสำหรับชาวอเมริกัน 2020-2025 (ภาคผนวก 2: ความต้องการแคลอรีต่อวันโดยประมาณตามอายุ เพศ และระดับกิจกรรม)
  4. NHS — ทำความเข้าใจแคลอรี: ความต้องการแคลอรีต่อวันและคำแนะนำเรื่องสมดุลพลังงาน

เนื้อหาตรวจสอบโดยทีม Smart Calculators